เดือนที่  2  

            ลูกเริ่มปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้นและเริ่มมีสัญญาณการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่ทำให้คุณแม่หายเหนื่อยได้มาก เพราะลูกเริ่มกินนอนเป็นระบบมากขึ้น คือกินนมทุก 4 ชั่วโมง นอนหลับยาว 7-8 ชั่วโมงในตอนกลางคืนได้บ้างแล้ว และช่วงเวลากลางวันจะตื่นประมาณ 10 ชั่วโมง

การเรียนรู้

  • ลูกสามารถพัฒนาประสาทสัมผัสได้ดีขึ้นมาก เช่น จำเสียงและสัมผัสของแม่ได้อย่างแม่นยำ แม้ว่าจะยังจำหน้าแม่ไม่ได้
  • การมองเห็นดีขึ้น และเริ่มเรียนรู้ที่จะใช้ปากสำรวจสิ่งต่างๆ เช่น ดูดนิ้ว
  • การหยิบฉวยสิ่งของต่างๆ เป็นไปตามการสั่งการของสมองมากกว่าปฏิกิริยาอัตโนมัติ ลูกสามารถรับประสาทสัมผัสได้มากกว่า 1 อย่าง เช่น ลืมตาไปพร้อมๆ กับดูดนมแม่   
  • สามารถเชื่อมโยงการกระทำต่างๆ ได้ เช่น หากได้ยินเสียงแม่ก็จะหยุดร้องไห้ หรือขณะที่กำลังดูดนิ้วเพลินๆ แล้วแม่อุ้มขึ้นเพื่อจะให้นม ลูกก็จะเอานิ้วออกจากปากได้ทันที

การเคลื่อนไหว

  • การเคลื่อนไหวแขนขาของลูกนุ่มนวลขึ้นอาจจะมีกระตุกบ้างแต่ก็น้อยลง
  • หากจับนอนคว่ำสามารถยกศีรษะได้ 45 องศาเพียงชั่วครู่
  • เมื่อจับนอนหงายลูกจะพยายามยกศีรษะ
  • เวลาจับนั่งจะพยายามยกศีรษะขึ้นแต่ยังโงกเงกอยู่
  • พยายามคว้าจับสิ่งของ และนำเข้าปาก เช่น คว้ามืออีกข้างได้ ก็เอามาดูดเล่น  
  • กล้ามเนื้อมือแข็งแรงขึ้น สังเกตได้จากการที่ลูกสามารถจับถือของได้นานขึ้น (ประมาณ 2-3 นาที)
  • การเคลื่อนไหวของลูกจะดีขึ้นตามลำดับ หากได้ออกกำลังแขนขา ซึ่งทำได้ง่ายๆ เช่น ขณะที่ลูกนอนหงาย ให้คุณแม่จับแขนลูกน้อยอย่างนุ่มนวลแล้วโยกไปทางซ้ายทีขวาที เพื่อให้ลำตัวและศีรษะได้เคลื่อนไหว หรือการจับลูกนอนคว่ำในยามตื่นเพื่อฝึกชันคอให้กล้ามเนื้อคอแข็งแรงเร็วขึ้น  

การสื่อสาร

  • นอกจากเสียงร้องแล้ว เดือนนี้ลูกยังแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบด้วยการส่งเสียงอ้อแอ้ และเคลื่อนไหวร่างกาย แขน ขาร่วมด้วย
  • มักยิ้มให้กับคนคุ้นเคย และตื่นตัว (อยากคุยด้วย) เวลามีคนคุยด้วย
  • สนใจฟังเสียงต่างๆ มากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสดีที่คุณแม่จะพูดคุย อ่านนิทาน หรือเปิดเพลงบรรเลงให้ลูกฟังในระหว่างวัน เพื่อช่วยให้ลูกพัฒนาการสื่อสารและอารมณ์ได้ดีขึ้น 

อารมณ์และความรู้สึก

  • ลูกเริ่มยิ้มได้แล้ว และเป็นยิ้มที่มีความหมายเสียด้วย ซึ่งจะต่างจากช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังคลอด ที่สำคัญคือ ลูกจะเลือกยิ้มให้กับคนที่เขาคุ้นเคยหรือจำหน้าได้ เช่น คุณแม่ คุณพ่อ หรือผู้เลี้ยงดู  
  • ลูกวัยนี้เรียนรู้ที่จะแสดงอารมณ์หงุดหงิด ดีใจ หรือตื่นเต้นให้เห็นกันบ้าง  นั่นอาจเป็นเพราะมีช่วงเวลาตื่นนอนนานขึ้น ได้เล่นมากขึ้น
  • เรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองได้ด้วยการดูดนิ้วอย่างเพลิดเพลิน  
  • ชอบมองหน้าคนมากกว่าวัตถุสิ่งของ
  • สามารถเชื่อมโยงระหว่างการกระทำกับบุคคลได้ เช่น แม่กับอาหาร  พ่อกับของเล่น (หากพ่อเล่นกับลูกบ่อยๆ) หรือเมื่อหมุนโมบายจะมีเสียงดนตรี เป็นต้น

อย่าลืมนะคะว่าลูกน้อยจะมีพัฒนาการดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับความใกล้ชิดระหว่างแม่และเด็กความใส่ใจและการดูแลอย่างเหมาะสม และสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน