อาหารดี มีคุณภาพมีส่วนอย่างมากสำหรับการเจริญเติบโตทางสมองของทารกในครรภ์ เพราะฉะนั้นในช่วง 1-2 เดือนแรกที่ระหว่างที่ลูกน้อยค่อยๆ พัฒนาเติบโตนั้น ถือเป็นเวลาดีๆ ที่คุณแม่จะช่วยกันสร้างพัฒนาการทางสมองของลูกให้เติบโตขึ้นอย่างมีศักยภาพ ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ รวมถึงนมบำรุงครรภ์ที่มีสารอาหาร เช่น วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 ครบถ้วน

ในช่วงแรกๆ ของการตั้งครรภ์นี้ เป็นช่วงสำคัญของการเจริญเติบโตของสมอง ระบบประสาท และไขสันหลังของลูกในครรภ์อย่างมาก จึงจำเป็นที่คุณแม่ต้องใส่ใจอาหารการกินเป็นพิเศษเสียแต่เนิ่นๆ อาจบำรุงด้วยนมสำหรับคนท้องเพื่อให้คุณแม่ได้รับสารอาหารได้อย่างครบถ้วน

สารอาหารและวิตามินเสริมได้ด้วยนมสำหรับคนท้อง

  • ดีเอชเอ

        เป็นกรดไขมันจำเป็นที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของเซลล์สมอง และจอประสาทตา การให้ลูกได้รับดีเอชเอตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับแม่ตั้งครรภ์ แม่ตั้งครรภ์ที่ได้รับดีเอชเออย่างเพียงพอระหว่างตั้งครรภ์ และช่วง 3 เดือนแรกของการให้นม จะส่งผลต่อการสร้างเซลล์สมองของลูกน้อยในครรภ์ และต่อเนื่องจนถึงการเชื่อมต่อเซลล์สมองของลูกหลังคลอด

  • โปรตีน

    การได้รับโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอจะช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์สมอง ช่วยในการสร้างเซลล์กล้ามเนื้อของทารกในครรภ์ และช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายคุณแม่โปรตีนมีมากในเนื้อสัตว์ต่างๆ ถั่ว

  • คาร์โบไฮเดรต

    เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานและช่วยพัฒนาการสมองของทารกในครรภ์คาร์โบไฮเดรตมีมากในข้าว และอาหารจำพวกแป้ง

  • ธาตุเหล็ก

    มีส่วนสำคัญในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงที่จะนำออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงสมองธาตุเหล็กมีมากในเนื้อสัตว์ เครื่องใน ไข่แดง ลูกเดือย ข้าวกล้อง

  • ไอโอดีน

    มีส่วนสำคัญในกระบวน การสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน (Thyroid hormone) ที่มีความจำเป็นต่อการสร้างเซลล์ของ ร่างกายและสมอง ให้มีการเจริญเติบโตอย่างปกติ โดยเฉพาะทารกที่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ หากขาดไอโอดีนจะทำให้สมองเจริญเติบโตไม่เต็มที่ไอโอดีนมีมากในอาหารทะเลชนิดต่างๆ

  • โฟเลต

    เป็นสารที่แม่ตั้งครรภ์จำเป็นต้องได้รับก่อนการตั้งครรภ์ การขาดโฟเลตในช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ อาจทำให้แกนกลางประสาทของทารกในครรภ์เกิดความพิการได้ เพราะโฟเลตมีความจำเป็นต่อการสร้างเซลล์ สมอง ไขสันหลัง รวมทั้งกระดูกสันหลังของทารกในครรภ์ การขาดโฟเลตในช่วงสามเดือนสุดท้าย อาจส่งผลให้การเจริญของสมองและประสาทไขสันหลังทารกผิดปกติโฟเลตมีมากในผักใบเขียวทุกชนิดและผลไม้ ถั่วเมล็ดแห้ง แป้งถั่วเหลือง เมล็ดทานตะวัน มะเขือเทศ

  • โอเมก้า 3

    (สารตั้งต้นของดีเอชเอ) เป็นกรดไขมันที่เป็นส่วนประกอบของสมองและจอประสาทตาโอเมก้า 3 มีมากในปลาทะเล

  • วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12

       วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 และ วิตามินบี 12 มีความสำคัญต่อการพัฒนาสมองของทารกในครรภ์ คุณแม่จึงไม่ควรละเลยที่จะดูแลอาหารในแต่ละมื้อ ให้ได้รับสารอาหารที่จำเป็นเหล่านี้อย่างครบถ้วน เพื่อสมองเจ้าตัวน้อยได้พัฒนาอย่างเต็มที่

ช่วงตั้งครรภ์ 1-2 เดือนแรกนี้ รูปร่างคุณแม่ยังไม่เปลี่ยนแปลง น้ำหนักตัวยังไม่ขึ้น บางรายอาการแพ้ท้องอาจทำให้น้ำหนักตัวลดลงไปบ้างได้ เพราะพอแพ้ท้อง ก็จะทานอาหารได้น้อยลง แถมยังรู้สึกเหนื่อยง่าย ช่วงนี้จะทานอะไรไม่ค่อยอร่อย เพราะจะรู้สึกขมคอไปหมด ทำให้คุณแม่บางท่านอาจกังวลว่าได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนและจะส่งผลต่อพัฒนาการของลูกน้อยได้ซึ่งคุณแม่อาจดื่มนมบำรุงครรภ์เพื่อช่วยเพิ่มสารอาหารที่ควรได้รับอย่างเช่น วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 และ วิตามินบี 12 ให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น เป็นต้น

การกินของคุณแม่ทีมีอาการแพ้ท้องหนัก

       คุณแม่บางคนในช่วงสัปดาห์นี้จะมีอาการแพ้ท้องรุนแรง ปัญหาของคุณแม่ที่แพ้ท้องก็คือ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ไม่สามารถรับประทานอาหารที่มีกลิ่นคาว ทำให้ช่วงนี้อาจรับประทานอาหารประเภทโปรตีนไม่ค่อยได้ อีกทั้งภาวะแทรกซ้อนของภาวะแพ้ท้องก็คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เป็นลมได้ง่าย ทำให้จำเป็นต้องรับประทานอาหารที่เป็นแป้งและน้ำตาลมากกว่าปกติ ซึ่งอาหารหรือสารอาหารบางชนิดสามารถช่วยบรรเทาอาการนี้ได้ เช่น อาหารหรือที่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีส่วนผสมของ วิตามินบี 6 เป็นต้น
       อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่มีอาการแพ้ท้องมาก ต้องดูแลอาหารการกินของตัวคุณแม่เป็นพิเศษ เพราะอาจมีการสูญเสียน้ำและสารอาหารได้ จึงควรรับประทานอาหารอ่อนๆ ที่ย่อยง่าย ไม่คาว ไม่มัน มีกลิ่นน้อยๆ มีโปรตีนสูง เช่น ข้าวต้ม หรือโจ๊กหมูหรือไก่ และควรรับประทานผลไม้สด เป็นอาหารว่าง ช่วงนี้ทารกในครรภ์ยังมีขนาดเล็กมาก สารอาหารที่ร่างกายคุณแม่มีสะสมมาแต่เดิมก็อาจมีเพียงพอในช่วงแรกๆ เมื่อหายจากอาหารแพ้ท้อง คุณแม่ก็มาเน้นอาหารเพื่อบำรุงลูกในท้องต่อไป
       หากไม่มีอาการแพ้ท้องมากนัก คุณแม่ก็สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ คือครบ 5 หมู่ แต่อาจเพิ่มโปรตีน ผักผลไม้ขึ้นกว่าเดิม เพราะทารกในครรภ์จำเป็นต้องใช้วิตามินบีสูงในการสร้างระบบประสาทที่พัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงไตรมาสแรก ยิ่งทานอาหารที่มีวิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 ได้ครบยิ่งดี นมสำหรับคนท้อง นมบำรุงครรภ์ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเพิ่มสารอาหารที่จำเป็นสำหรับคุณแม่ให้ครบถ้วน ช่วงนี้น้ำหนักของคุณแม่อาจยังไม่เพิ่ม เพราะทารกในครรภ์ยังเจริญเติบโตไม่มาก ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้ง ขนมหวาน และไขมัน เพราะจะทำให้อ้วนได้ง่าย น้ำหนักที่เพิ่มจะไปอยู่ที่ตัวคุณแม่มากกว่าลูก ที่สำคัญ ลูกไม่ได้รับสารอาหารอย่างที่ควรจะเป็นค่ะ

 

เมนูอาหารสำหรับคุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้อง

ตัวอย่างเมนูอาหารสำหรับคนท้องใน 1 วัน ที่มีอาการแพ้ท้องและกินอาหารได้น้อย เพื่อร่างกายของคุณแม่และทารกในครรภ์

มื้อเช้า :  ข้าวต้ม หมูหยอง  ผลไม้ เช่น กล้วย มะละกอสุก นมสด

มื้อสาย :  ซาลาเปา น้ำผลไม้คั้นสด

มื้อเที่ยง :  สปาเก็ตตี้ทะเล สลัดผัก ผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง

มื้อบ่าย :  แซนด์วิช น้ำผลไม้คั้นสดหรือนม  (หากดื่มนมได้)

มื้อเย็น :  ข้าวกล้อง ผัดผัก แกงจืดผักรวม มะละกอ

มื้อค่ำ :  นมสด ขนมปังปิ้งทาแยม

ก่อนเข้านอน :  ควรกินขนมปังจืดหรือขนมปังกรอบธัญพืชสัก 1-2 ชิ้น เพื่อไม่ให้ท้องว่างนานเกินไป หรือเครื่องดื่มอุ่นๆ ก่อนนอนจะทำให้หลับสบาย และควรเตรียมแครกเกอร์และน้ำไว้ ใกล้ๆ เตียงด้วย เพื่อตอนเช้าตื่นขึ้นมา จะได้ดื่มและกินแครกเกอร์ก่อนลุกจากเตียงไปทำกิจวัตรประจำวัน เพราะหากลุกตอนท้องว่างจะทำให้คุณแม่วิงเวียนได้

 

อย่าละเลยการดื่มน้ำ

       สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ต้องให้ความสำคัญกับการดื่มน้ำ  เพราะการดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอขณะตั้งครรภ์นั้น จะทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี  รวมทั้งยังทำให้การส่งสารอาหารจากคุณแม่ต่อไปถึงทารกในครรภ์เป็นไปอย่างสะดวก  ไม่มีปัญหาอีกด้วย  ประกอบกับช่วงตั้งครรภ์ ฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนจะทำให้กระบวนการย่อยอาหารช้าลง ทำให้ลำไส้ใหญ่ดูดซึมน้ำในปริมาณที่มากขึ้น ซึ่งทำให้อุจจาระจับตัวเป็นก้อนแข็ง จนคุณแม่เกิดอาการท้องผูกได้ การดื่มน้ำมากๆ จะช่วยให้มีน้ำมากพอในลำไส้ ทำให้อุจจาระไม่เป็นก้อนแข็ง ลดอาการท้องผูกได้  อีกทั้งการขาดน้ำในช่วงปลายๆ การตั้งครรภ์อาจนำไปสู่การคลอดก่อนกำหนดได้ ซึ่งไม่ควรเสี่ยงให้ร่างกายขาดน้ำเลย
      คุณแม่ตั้งครรภ์ควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 8-10 แก้ว อาจจะเป็นน้ำเปล่า นมบำรุงครรภ์ หรือน้ำผลไม้ก็ได้เพื่อช่วยให้คุณแม่ได้รับสารอาหารให้ครบถ้วนขึ้นในเพราะขณะตั้งครรภ์ร่างกายต้องการน้ำในปริมาณมาก เพื่อการไหลเวียนเลือดที่ดี และทำให้เนื้อเยื่อในร่างกายชุ่มชื้นอ่อนนุ่ม ช่วยขับสารพิษ ช่วยย่อยอาหาร ลดอาการท้องผูก ลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ และช่วยลดอาการแพ้ท้องได้ด้วย