กินตามวัย เพื่อพัฒนาการของลูก

        การเลี้ยงลูกเมื่อเข้าสู่วัยเตาะแตะ พฤติกรรมการกินของลูกก็เปลี่ยนไปคล้ายผู้ใหญ่ จากที่เคยกินแต่นมและอาหารบดละเอียดก็เริ่มกัดและเคี้ยวอาหารได้แล้ว  พัฒนาการของเด็กวัยนี้เป็นวัยของการเลียนแบบ เด็กเห็นผู้ใหญ่กินอะไรก็อยากจะกินบ้าง แต่บางครั้งเวลาที่ให้กินข้าวกลับไม่ยอมกินซะดื้อ ๆ เพราะห่วงเล่นจนคุณแม่กังวลว่าลูกจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอและกลัวลูกไม่เติบโต  พฤติกรรมนี้เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยของเด็กในวัยนี้ ทำให้อาหารเสริมสำหรับเด็กกลายเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม เมื่ออายุย่างเข้า 1 ขวบ เด็กจะเริ่มใช้มือหยิบจับหรือคว้าของ เพื่อสำรวจและเรียนรู้สิ่งรอบตัว อีกทั้งเวลาป้อนข้าวก็จะแย่งช้อนจากมือของคุณแม่เพื่อตักอาหารเอง คุณแม่จึงควรใช้โอกาสนี้เริ่มฝึกให้ลูกกินอาหารจากถ้วยและให้ใช้มือจับช้อนกินเองบ้าง สลับกับคุณแม่ป้อนบ้าง ลูกอาจตักข้าวหกเลอะเทอะหรือกินไม่เรียบร้อยไปบ้าง ก็ควรทำใจปล่อยให้ลูกกินเองและอดทนจนกว่าลูกจะทำได้  ถ้าลูกกินช้า ก็ไม่ควรดุลูกหรือรีบป้อนลูกเอง  เพราะเท่ากับคุณแม่กำลังขัดขวางการเรียนรู้ของลูก

       สิ่งสำคัญคือ คุณแม่จะต้องฝึกวินัยการกินให้ลูก เพื่อที่ลูกจะสามารถกินอาหารได้เอง โดยที่ไม่ต้องให้คุณแม่คอยตามป้อนให้เป็นปัญหากันทั้งแม่ทั้งลูก      สิ่งสำคัญคือ คุณแม่จะต้องฝึกวินัยการกินให้ลูก เพื่อที่ลูกจะสามารถกินอาหารได้เองโดยที่ไม่ต้องให้คุณแม่คอยตามป้อนให้เป็นปัญหากันทั้งแม่ทั้งลูก

      อาหารหลัก 3 มื้อควรมีสารอาหารครบถ้วน แต่ละมื้อประกอบด้วยข้าวสวยหรืออาหารประเภทแป้งประมาณ 1 ทัพพี เนื้อสัตว์ประมาณ 1-1/2 ช้อนกินข้าว ควรให้ไข่เป็นประจำ รวมทั้งให้ผักใบเขียวต่าง ๆ และฟักทองหรือแครอทสลับกันประมาณ 3 ช้อนกินข้าวและให้ผลไม้เป็นอาหารว่างวันละ 1-2 มื้อ

      ลูก 1 ขวบขึ้นไป นมคืออาหารเสริมสำหรับเด็ก

              คุณแม่ควรให้ลูกน้อยกินอาหารได้ครบทั้ง 3 มื้อ  ส่วนนมในวัยนี้จัดเป็นอาหารเสริมสำหรับเด็ก โดยให้ลูกดื่มวันละ 3 แก้ว โดยแก้วละ 200 ซีซี

ดื่มนมสูตร 3 อาหารเสริมสำหรับเด็ก เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ของลูกน้อย

      นมแต่ละสูตรของเด็ก ๆ จะได้รับการพัฒนาให้เหมาะกับพัฒนาการเฉพาะของเด็กแต่ละวัย ทั้งอุดมด้วยสารอาหารที่สำคัญต่อสมองครบถ้วนและหลากหลาย เด็ก ๆ จึงควรได้ดื่มนมผงเป็นอาหารเสริมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สูตร 1  จนถึงสูตร 4

    สำหรับเด็กวัย 1-3 ขวบ เป็นวัยแห่งการเรียนรู้ การได้รับสารอาหารสำหรับเด็กที่ครบถ้วนเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้นนมที่เหมาะกับเขาคือ นมสูตร 3 ซึ่งคือนมผงครบส่วน ซึ่งมีการเสริมสารอาหารสำคัญต่อสมองอย่างครบถ้วน เช่น ดีเอชเอ โคลีน และวิตามิน B12  เพื่อให้เด็กพร้อมสำหรับการเรียนรู้อย่างเต็มที่

     นอกจากนมผงสูตร 3 ที่คุณแม่สามารถเลือกชงเมื่อลูกอยู่บ้านแล้ว เมื่อออกไปข้างนอกคุณแม่สามารถเลือกนำนม UHT สูตร 3 ติดตัวไป เพื่อความสะดวกในการให้ลูกได้ดื่มนมอย่างต่อเนื่องตลอดวัน

ดีเอชเอที่เหมาะสม ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก

      เราทราบดีกันอยู่แล้วว่า ดีเอชเอ อาหารเสริมสำหรับเด็กอายุ 1-3 ปีนี้ คือกรดไขมันจำเป็นในตระกูลโอเมก้า 3 เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเซลล์สมองและจอประสาทตาของคนเรา ประกอบด้วยกรดไขมันหลายชนิด แต่ชนิดที่มีมากที่สุดคือ ดีเอชเอ โดยพบในสมอง 40% และพบในจอประสาทตา 60% เท่ากับเป็นองค์ประกอบหลักของเซลล์สมอง ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของปลายประสาท ซึ่งทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณและส่งผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน

      เมื่อ ดีเอชเอ ผ่านเข้าไปในสมองจะช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของปลายประสาทที่เรียกว่าเดนไดรต์ (dendrite) ซึ่งจะทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณและสื่อสารระหว่างเซลล์สมองทำให้เกิดความจำและการเรียนรู้

      จากผลการวิจัยพบว่าเด็กที่ได้รับดีเอชเอในปริมาณที่เหมาะสมคือ ดีเอชเอ 17 มก. และเออาร์เอ 34 มก. ต่อ 100 กิโลแคลอรี จะทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีโดยพิสูจน์แล้วจาก  5 งานวิจัย ดังนี้ 

  1. การแก้ปัญหาที่ดีกว่าในเด็ก 9 เดือน  -  แสดงถึงการมีทักษะในการวางแผน จดจ่อจดจำ และมีสมาธิ  (Reference : Drover JR, et al. Child Development.2009;80:1376-84) 
  2. การมองเห็นที่ดีกว่า  - การมองเห็นที่ชัดเจนส่งเสริมทักษะการเคลื่อนไหวที่แม่นยำ ช่วยให้เด็กเรียนรู้สิ่งรอบตัวได้ดี  (Reference :    Morale SE, et al. Early Hum Dev.2005;81:197-203)
  3. ระดับสติปัญญาที่สูงกว่าในเด็ก 18 เดือน  - แสดงถึงการมีทักษะการแก้ปัญหา ภาษา และการเข้าสังคมได้ดี (Reference : Birch EE, et al. Dev Med Child Neurol.2000;42:174-181)
  4. ทักษะการสื่อสารที่ดีเทียบเท่าเด็กที่ดื่มนมแม่  - แสดงถึงทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล คำนวณ คำศัพท์ และการตัดสินใจดี  (Reference : Birch EE, et al. Early Human Dev.2007;83:279-284)
  5. ระยะเวลาจดจ่อ และมีสมาธิเพิ่มขึ้น 21%  -  การมีสมาธิยาวนานขึ้น ทำให้พัฒนาการของทารกด้านสังคม อารมณ์ และการสื่อสารดีขึ้น  (Reference : Colombo J,et al.Pediatr Res,2011; 70; 406-410.)

       ร่างกายคนเราไม่สามารถสร้างดีเอชเอเองได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น ดีเอชเอมีมากในนมแม่และปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาโอลาย ปลาทู และสาหร่ายทะเลบางชนิด ซึ่งมีมากในปลาน้ำจืดที่มีไขมันสูง เช่น ปลาสวาย ปลาช่อน

      สำหรับเด็กในวัย 1 ขวบขึ้นไป สามารถรับดีเอชเอได้จากหลากหลายทาง ทั้งจากเมนูอาหารทะเล อาหารเด็ก หรืออาหารเสริมสำหรับเด็กที่มีส่วนประกอบเป็นปลาที่อุดมด้วยดีเอชเอดังกล่าวและจากนมสูตรผสมดีเอชเอ ซึ่งมีทั้งนมผงชนิดชงและนม UHT ที่คุณแม่สามารถเลือกหามาให้ลูกดื่มได้