เมื่อลูกเข้าสู่วัยอนุบาล  ซึ่งเป็นวัยที่กำลังพัฒนาทั้งทางร่างกาย และสติปัญญา  อาหารสำหรับเด็กวัยนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเสริมสร้างความแข็งแรงทางร่างกายและสมองให้เขา เด็กๆ ต้องการอาหารที่ให้พลังงานเพื่อการเจริญเติบโต และกิจกรรมต่างๆ เพราะเป็นวัยที่กำลังซุกซน ชอบวิ่งเล่นปีนป่าย ใช้กำลัง ไม่ได้อยู่นิ่ง เด็กวัยนี้จึงควรได้รับพลังงานประมาณ 1,200 -1, 500 แคลอรีต่อวัน
     ปัญหาที่พบบ่อยในเด็กวัยเรียนก็คือ ได้รับอาหารที่ให้พลังงานค่อนข้างน้อย เพราะต้องกินในปริมาณมากจึงจะให้พลังงานเพียงพอ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะให้เด็กวัยนี้กินข้าวได้มากๆ ดังนั้นคุณแม่มือใหม่จึงต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษเพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

  • โปรตีน  - เด็กวัยเรียนจำเป็นต้องได้รับอาหารที่มีโปรตีนให้เพียงพอเพื่อความเจริญเติบโตของร่างกาย เพื่อใช้ในการสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ และเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ ทั่วร่างกาย โปรตีนที่ได้รับส่วนใหญ่ควรมาจากไข่ น้ำนม เนื้อสัตว์ และถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ
  • ไขมัน -  อาหารประเภทไขมันจะช่วยให้ลูกได้รับพลังงานมากขึ้น ประกอบไปด้วยไขมันจากสัตว์และจากพืช เช่น หมู ไก่ วัว ปลา และสัตว์อื่นๆ ที่เรานำมาบริโภค รวมทั้งน้ำมันประเภทต่างๆ
  • วิตามินและเกลือแร่ - พบว่าเด็กในวัยนี้มักจะขาดวิตามินเอและธาตุเหล็ก ซึ่งวิตามินเอจะได้จากการกินไข่แดง ตับสัตว์ต่างๆ ผักใบเขียวสีเหลือง ร่วมกับอาหารที่มีไขมันและโปรตีนเพียงพอ ส่วนธาตุเหล็กนั้นได้รับจากการกินไข่เป็ด ไข่ไก่ เครื่องในสัตว์ต่างๆ และผักใบเขียวให้มาก
    • วิตามินบี 12 มีส่วน ในการทำงานของระบบประสาทและสมอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาความคิด สติปัญญาของลูก พบมากในเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ เนื้อปลา ไข่ และนมที่มีวิตามินบี 12 สูง
    • แคลเซียม  มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง มีส่วนในการกระตุ้นปฏิกิริยาโต้ตอบของระบบประสาทสัมผัสของลูก และจำเป็นต่อการเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง พบมากในปลาไส้ตัน ถั่วเหลือง เมล็ดพืชต่างๆ และนมที่มีแคลเซียมสูง
    • ธาตุเหล็ก  เป็นส่วนประกอบสำคัญของฮีโมโกรบินในเม็ดเลือดแดง ในเซลล์สมองก็มีธาตุเหล็กอยู่ด้วย ธาตุเหล็กมีส่วนช่วยในการสร้างสารสื่อสัญญาณประสาท เมื่อได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ ลูกน้อยจะมีพัฒนาการทางการเรียนรู้และความจำที่ดี ธาตุเหล็ก พบมากในเนื้อแดง ปลา ไข่แดง ตำลึง ใบขี้เหล็ก งา และนมที่มีธาตุเหล็ก
    • ธาตุสังกะสี  พบในโครงสร้างเซลล์สมองเช่นเดียวกับธาตุเหล็ก เมื่อได้รับธาตุสังกะสีอย่างเพียงพอ จะช่วยพัฒนาความจำ การเรียนรู้ และสายตาของลูกน้อย
    • วิตามินเอ  ช่วยบำรุงสายตาและการมองเห็น พบมากในไข่แดง เครื่องในสัตว์ ผักใบเขียว และนมที่มีวิตามินเอสูง
    • วิตามินอี  ทำหน้าที่ต่อต้านอนุมูลอิสระที่ดี จึงสามารถป้องกันการทำลายเซลล์จากอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี พบมากในไข่แดง ถั่ว บร็อกโคลี่ น้ำมันพืช น้ำมันตับปลา และนมที่มีวิตามินอีสูง
    • วิตามินซี   ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง พบมากในมะเขือเทศ ส้ม ฝรั่ง
    • วิตามินดี ช่วยดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส พบมากในนม ปลา ไข่ โดยเฉพาะไข่แดง เนย และนมที่มีวิตามินดีสูง
    • ดีเอชเอ    กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดสายโซ่ยาว เป็นกรดไขมันตระกูลโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ซึ่งเป็นโครงสร้างที่สำคัญของเซลล์สมอง และประสาทตา จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสมอง และการทำงานของสายตา ร่างกายไม่สามารถสร้างกรดไขมันชนิดนี้ขึ้นมาเองได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น เช่น ปลาทะเล ผลิตภัณฑ์ทางทะเล สาหร่ายทะเล รวมทั้งผลิตภัณฑ์นมที่มีดีเอชเอในปริมาณสูง เพื่อเพิ่มความพร้อมให้ลูกวัยเริ่มเรียน
    • โคลีน  เป็นวิตามินสำคัญที่พบในนมแม่ มีบทบาทสำคัญในการสร้างสารสื่อสัญญาณประสาท เพื่อให้การสื่อสารระหว่างเซลล์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นโครงสร้างหลักของเซลล์ต่างๆ รวมทั้งเซลล์สมอง ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ และความจำ   โคลีนพบในไข่แดง เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่างๆ

     อาหารสำหรับเด็กควรมีครบทั้ง 5 หมู่ และมีความหลากหลาย พยายามให้ลูกกินผักให้บ่อย ถ้าลูกไม่ชอบก็ควรดัดแปลงรูปร่างหน้าตาและรสชาติที่ดึงดูดให้น่าสนใจกินมากขึ้น พยายามให้ลูกกินขนมแต่น้อย ไม่ควรให้ลูกกินหวาน  ลดปริมาณและความถี่ในการรับประทานอาหารแป้งและน้ำตาล และให้ลูกหันมากินผลไม้แทนขนม

  • คาร์โบไฮเดรต  (ข้าว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว และแป้ง)  - เป็นอาหารที่เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ ซึ่งร่างกายควรได้รับวันละ 6 ทัพพี  เด็กวัยนี้สามารถกินอาหารของผู้ใหญ่ได้แล้ว เขาจะชอบข้าวสวยนิ่มๆ  คุณแม่จึงควรให้เขาได้กินข้าวสวย พร้อมแกงจืดเล็กน้อย  ช่วยให้ลูกกลืนง่ายขึ้น
  • โปรตีน - โปรตีนที่ดีที่ควรให้ลูกได้รับคือ โปรตีนจากเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อปลา  รวมทั้งไข่และนม
  • ผักใบเขียว และผักอื่นๆ  -  เด็กๆ มักจะชอบผักที่มีสีสันดึงดูดใจ เช่น แครอต เมล็ดถั่วลันเตา หรือผักบางชนิด เช่น กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ บร็อกโคลี หน่อไม้ฝรั่ง ผักกาดขาว  ซึ่งเมื่อต้มสุกจะนิ่มและมีรสหวาน ในปริมาณวันละ 3 ทัพพี หรืออาจจะเป็น 1 ทัพพีในแต่ละมื้อ โดยจัดตกแต่งหน้าตาให้ชวนกิน
  • ผลไม้  - คุณแม่ควรให้ลูกได้เลือกรับประทานผลไม้สดตามฤดูกาล เช่น กล้วยน้ำว้าหรือกล้วยหอม 1 ลูก ส้มเขียวหวาน 1 ผล  มะม่วงสุกครึ่งผล  มะละกอสุก 6 ชิ้นพอคำ  เพื่อช่วยให้ลูกได้รับแร่ธาตุและวิตามิน และใยอาหาร หรืออาจจะให้ลูกดื่มน้ำผลไม้แทนผลไม้ได้เพื่อเปลี่ยนรสชาติ 
  • นม  - เด็กวัยนี้ควรดื่มนมเป็นประจำวันละ 2-3 แก้ว ควรเลือกนมชนิดจืด เพื่อฝึกเขาให้คุ้นเคยกับรสธรรมชาติ  ถ้าลูกไม่ชอบดื่มนม อาจลองใส่อาหารธัญพืช เช่น ข้าวโอ๊ตซีเรียล ลงไปในนม หรืออาจเลือกอาหารที่มีส่วนผสมของนม เช่น โยเกิร์ต ให้ลูกกินแทนนม เป็นต้น  
  • ไขมัน - คุณแม่ใช้น้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวปรุงอาหาร ไม่ควรให้ลูกกินของทอดหรือของมันมากเกินไป
  • น้ำ - เด็กต้องการน้ำประมาณ  4-6 แก้วต่อวัน หรือ 1000-1500 มล.