นมแม่ดีที่สุด  

ในช่วง 6 เดือนแรกอาหารที่ดีที่สุดของลูกวัยทารกคือ “นมแม่” เพราะนมแม่มีสารอาหารต่างๆ ที่ดีต่อสุขภาพของลูก   เช่น ดีเอชเอ สารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและสายตา โปรตีนในนมแม่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดโอกาสลูกเป็นโรคภูมิแพ้ ลดการติดเชื้อ โดยเฉพาะหัวน้ำนมหรือน้ำนมเหลือง (โคลอสตรัม) ที่ลูกควรได้ดูดครั้งแรกหลังคลอด มีภูมิคุ้มกันสูงกว่านมวัว  3,000 เท่า มีสารช่วยย่อย และสารช่วยเร่งการเจริญเติบโตของร่างกายและสมองการให้ลูกกินนนมแม่ จึงท่ากับคุณแม่ได้ให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อร่างกายและสมองของลูก

ทารกแรกเกิดจะต้องการนมต่อวันประมาณ 2.5-3.0 ออนซ์ ต่อน้ำหนักตัว 1 ปอนด์   (ประมาณ 0.5 กิโลกรัม) หากลูกมีน้ำหนักตัวแรกเกิดประมาณ 4  กิโลกรัม  ปริมาณน้ำนมที่ลูกต้องการในแต่ละวันจะเท่ากับ ( 4 / 0.5) x 3 = 24 ออนซ์ต่อวัน  หมายความว่าจำนวนน้ำนมที่ลูกของเราจะต้องการกินในแต่ละวันประมาณ 24   ออนซ์นั่นเองโดยปกติลูกจะกินนมเกือบจะทุกๆ 2 ชั่วโมง ลูกน้อยจึงกินครั้งละ 2 ออนซ์กว่าๆ  (แต่กินบ่อยประมาณ 10 ครั้งต่อวัน)

6 เดือนแรก ทำไมเด็กกินนมแม่อย่างเดียว?

       คุณแม่บางคนเกิดความสงสัยเมื่อได้รับคำแนะนำว่า ในช่วง 6 เดือนแรกสามารถให้ลูกกินนมแม่ได้อย่างเดียว โดยไม่ต้องกินอาหารเสริมอื่นว่า จะทำให้ลูกน้อยขาดสารอาหารหรือไม่
       คำตอบก็คือไม่ เพราะในนมแม่มีสารอาหารเพียงพอต่อความต้องการตามธรรมชาติและตามวัยของลูกอยู่แล้ว ถ้าลูกได้อาหารเสริมอื่นเข้าไป ก็เท่ากับไปแย่งที่นมแม่ทำให้ลูกได้รับนมแม่น้อยลง ซึ่งเท่ากับทำให้ลูกได้รับสารอาหารน้อยลง    

1. ระยะนี้พัฒนาการของลูกน้อยสมองเติบโตเร็วมาก

        นมแม่เหมาะสมกับสมองที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารอันสำคัญและจำเป็นมากมาย โดยเฉพาะดีเอชเอ

2. ระยะนี้ระบบการย่อยอาหารของลูกยังเติบโตไม่เต็มที่

        จึงย่อยอาหารอื่นได้ไม่ดี นมแม่ย่อยง่ายที่สุด เพราะประกอบด้วยโปรตีนและสารอาหารที่ย่อยง่ายตามธรรมชาติ จึงเหมาะกับระบบทางเดินอาหารอันเปราะบางของลูกน้อยเป็นที่สุด

3. ระยะนี้ลูกยังเป็นเด็กเล็ก

        ระบบภูมิคุ้มกันจึงยังทำงานได้ไม่ดี นมแม่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติมาด้วยอยู่แล้ว จึงเป็นเสมือนวัคซีนป้องกันโรคชุดแรกที่ลูกไม่ต้องฉีดให้เจ็บ แต่ได้รับถ่ายทอดจากแม่โดยตรง

4. ระยะนี้กระเพาะอาหารของลูกน้อยยังมีขนาดเล็ก

        แถมยืดหยุ่นได้ไม่มาก ถ้ารับอาหารอื่นเข้าไป นอกจากไปแย่งที่อันมีอยู่น้อยนิดแล้ว อาหารเหล่านั้นยังมีสารอาหารเทียบเท่านมแม่ไม่ได้ด้วย

           ดังนั้น ในช่วง 6 เดือนแรก การให้ลูกกินนมแม่อย่างเดียวจึงดีและปลอดภัยต่อลูกที่สุด ส่วนอาหารเสริมควรให้หลัง 6 เดือนไปแล้ว

          น้ำนมแม่ เป็นอาหารเด็กแรกเกิด- 6 เดือน  มีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของลูกน้อยมากมาย และหนึ่งในกลุ่มอาหารสำหรับเด็กที่สำคัญคือ

    กลุ่มอาหารที่ช่วยการทำงานของสมองลูก

         

    คาร์โบไฮเดรต

    สารคาร์โบไฮเดรตหลักในน้ำนมแม่ คือ น้ำตาลแลคโตส ซึ่งเป็นน้ำตาลที่พบเฉพาะในน้ำนมของสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม  ที่สำคัญ ในน้ำนมแม่มีปริมาณแลคโตสสูงที่สุดเมื่อเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไป น้ำตาลโอลิโกแซคคาไรด์ ซึ่งเป็นสารคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่มีอยู่กว่า 100 ชนิดในน้ำนมแม่ มีมากกว่าในน้ำนมวัวกว่า 100 เท่าทีเดียว 

     

    ดีเอชเอ และเออาร์เอ

    นนมแม่มีกรดไขมันที่จำเพาะสำหรับสมองลูกคนเด็กแรกเกิดในระยะ 6 เดือนแรก ร่างกายยังสร้างน้ำย่อยไขมันไม่ได้เต็มที่ นมแม่ก็มีน้ำย่อยไขมันมาด้วย ดังนั้น สารไขมันในนมแม่จึงถูกนำไปใช้สร้างสมองลูกได้อย่างเต็มที่ นอกจากจะมีไตรกลีเซอไรด์ เป็นส่วนประกอบสำคัญกว่าร้อยละ 98 แล้ว  ในน้ำนมแม่ยังมีกรดไขมันจำเป็นอย่างดีเอชเอและเออาร์เอ  ซึ่งสำคัญต่อการพัฒนาสมองและระบบประสาทการมองเห็น โดยเฉพาะ 6 เดือนแรกนั้น พบดีเอชเอและเออาร์เอ ร้อยละ 48 ในสมองทารก

     

    โปรตีน

    ในนมแม่มีปริมาณโปรตีนร้อยละ 0.9  ซึ่งนับว่าน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณโปรตีนน้ำนมของสัตว์ชนิดอื่น จึงเหมาะสมต่อไตของทารกที่ยังทำงานได้ไม่เต็มที่ อีกทั้งนมแม่ในระยะแรกๆ จะมีเวย์โปรตีนมาก ทำให้น้ำนมแม่ย่อยและร่างกายดูดซึมนำไปใช้ได้ง่าย

     

    ทอรีน

    ซึ่งสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาท จอตา และการดูดซึมไขมัน คาร์นิทีน ซึ่งสำคัญในการสังเคราะห์ไขมันสำหรับสมอง และนิวคลิโอไทด์ ซึ่งช่วยในเรื่องของระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น 

     

    เมนูอาหารลูกน้อยวัย 7 เดือนควรมีอะไรบ้าง

    ในช่วงทารกอายุถึง 7 เดือน ก็สามารถที่จะทานอาหารได้บ้างแล้วโดยให้เน้นเมนูอาหารที่มีส่วนประกอบดังนี้

    1. ข้าว

    2. ไข่

    3. เนื้อสัตว์

    โดยต้องบดให้ละเอียดเพื่อให้ลูกน้อยได้ทานอย่างสะดวกเพราะการพัฒนาการด้านการทานอาหารของลูกรักในวัยนี้ยังไม่พัฒนาได้เต็มที่
     

    เมนูลูกรักวัย 9 เดือน เด็กทานอะไรได้บ้าง

    เมื่อลูกน้อยมาถึงวัย 9 เดือน เริ่มมีพัฒนาการสำหรับการทานอาหารที่ดีขึ้น เมนูสำหรับเด็กวัยนี้ก็สามารถเป็นอาหารที่สามารถพอที่จะให้ลูกเคี้ยวบ้างได้แล้ว เช่น
     

    1. ข้าวหรือแป้ง

    ข้าว หรือขนมปัง แต่ก็ควรดูความนิ่มและให้เคี้ยวง่าย

     

    2. ผัก

    ผักบางชนิดควรต้มให้นิ่มกว่าปกติเล็กน้อย

     

    3. ผลไม้

     ผลไม้ที่มีเนื้อนิ่ม ง่ายต่อระบบการย่อยของลูกน้อย

     

    4. โปรตีน

    ควรเลือกแหล่งโปรตีนที่มีเนื้อนุ่ม เช่น ปลา เต้าหู้ เป็นต้น

    คุณแม่ควรเลือกแหล่งอาหารที่หลากหลาย และไม่ควรให้ลูกน้อยทานแต่อาหารชนิดเดิมซ้ำๆ และควรสังเกตุอาการของลูกน้อยด้วย เพราะอาหารบางอย่างเด็กบางคนแพ้หรือย่อยยากก็มี